วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คู่แต่งงานอายุมากที่สุดในโลก ความรักของคู่รักหลายคู่ที่ว่ายั่งยืนมาหลายสิบปีแล้ว เห็นทีต้องยอมซูฮกแต่โดยดีถ้าได้รู้จักกับคู่แต่งงานชาวอังกฤษคู่นี้ รัลฟ์ ทาร์แรนท์ ทวดวัย 107 ปี และภรรยา ฟิลลิส วัย 101 ปี ซึ่งถือเป็นคู่แต่งงานที่อายุมากที่สุดในโลกไปแล้วในขณะนี้ โดยคุณทวดทั้งสองตกลงปลงใจแต่งงานกันเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) และเพิ่งฉลองครบรอบแต่งงาน 77 ปี ไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรดาลูก หลาน เหลน และโหลน โดย ทาร์แรนท์ และ ฟิลลิส มีลูกสาว 2 คน หลาน 7 คน เหลน 10 คน และโหลนอีก 1 คน แม้ว่าวัยจะเลยมาถึงหลักร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความรักของทั้งคู่ก็ยังคงไม่เสื่อมคลาย ดังที่มันไม่เคยเสื่อมคลายไปเลยตั้งแต่ 20 ปีแรกที่ครองชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ได้ใช้วันหยุดหลังเกษียณไปกับการเดินทางไปรอบโลก และไปพักผ่อนที่สหรัฐอเมริกามาแล้วกว่า 8 ครั้ง โดยทาร์แรนท์เล่าว่า เขาและภรรยาชอบการเดินทาง และชอบออกไปสนุกกับชีวิตนอกบ้านมาตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ หรือแม้แต่การไปชอปปิ้ง ขณะเดียวกัน ฟิลลิส ภรรยาของเขาได้เปิดเผยเคล็ดลับการครองชีวิตคู่ได้ยาวนานว่า ส่วนหนึ่งมันเป็นความผูกพันที่มีให้กัน และส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งคู่อายุยืนด้วย โดยคุณทวดทั้งสองจะให้ความสำคัญกับอาหารที่ทานในแต่ละมื้อ การออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน งดสูบบุหรี่และของมึนเมาต่าง ๆ แม้แต่วิสกี้ก็ด้วย ซึ่งนี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืนนั่นเอง ทั้งนี้ รัลฟ์ ทาร์แรนท์ และ ฟิลลิส ได้กลายเป็นคู่แต่งงานที่อายุมากที่สุดในโลก แทนที่เจ้าของสถิติเดิม ซึ่งได้แก่ แฟรงค์ มิลฟอร์ด และภรรยา อนิต้า คู่แต่งงานวัย 101 ปีที่เสียชีวิตลงเมื่อปีก่อน หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาถึง 81 ปีเลยทีเดียว
หนูฮิปโปแคระ สัตว์แปลก กลายพันธุ์จาก หนูตะเภา




ฮิปโปแคระ สัตว์แปลก กลายพันธุ์จาก หนูตะเภา (ไทยรัฐ) "หนูตะเภา"....เราต้องยอมรับว่ามีคุณค่าต่อชีวิตมนุษย์ เพราะพวกมันจะถูกจับนำมาเป็นตัว "ลองยา" ว่ามีผลเช่นไร จนกระทั่งมีความแน่ชัด จึงนำมาสู่การรักษาโรคใน "สัตว์ประเสริฐ" ซึ่งก็คือ "คน" ในสังคมนี้นั่นเอง และคงด้วยเหตุฉะนี้ บรรดาผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลาย จึงมักเตือนลูกหลานว่า อย่าทำตัวเป็น "หนูลองยา" ดังนั้น "หลายชีวิต" จึงใคร่ขอพาแฟนคอลัมน์ไปศึกษาวงจรชีวิตว่า พวกมันกินอยู่กันเช่นไร ถึงได้เป็นพวกเสี่ยงใช้ยากลุ่ม แรก "หนูตะเภา" จัดเป็นสัตว์สังคมมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เป็นคู่ มีความฉลาดจดจำ ช่างสังเกต ...ใช้ท่วงท่าและเสียงในการสื่อสาร มีนิสัยที่รักสงบ ต่อสู้บ้างแต่ไม่รุนแรง และจะไม่ทะเลาะ "ข้ามเพศ" ขี้ตกใจ ตื่นเต้นง่าย เชื่อง ไม่กระโดดหรือปีนป่าย จึงง่ายต่อการควบคุม การเลี้ยงดู และสามารถฝึกให้ทำกิจวัตรประจำวันได้บ้างเล็กน้อย... ส่วนทรวดทรงองค์เอวของ "ไอ้หนูตัวจี๊ด" รูป ร่างจะอ้วนสั้น คอสั้น ขาสั้น ขนเรียบเป็นมัน มีเต้านม 1 คู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ขาหน้ามีนิ้วเท้า 4 นิ้ว และขาหลังมีนิ้วเท้า 3 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย โดยน้ำหนักเมื่อโตเต็มวัยอยู่ที่ประมาณ 900-1,000 กรัม และ....พร้อมที่จะสืบสายพันธุ์เมื่อมันมีอายุ 10 - 12 สัปดาห์ ใช้เวลาตั้งท้อง 59-72 วัน จึงตกลูกตัวแดงเล็ก ๆ ครอกหนึ่งมี 1-6 ตัว หลังจากนั้นอีก 16-19 วัน ตัวเมียจะ "เหล่" เพศตรงข้ามใหม่อีกครั้ง อาหาร ที่ชื่นชอบกินคือ หญ้าและเมล็ดธัญพืช ด้วยความที่มันเลี้ยงง่าย นิสัยไม่ดุดัน ทำให้ยังคงเห็นพวกมัน รอการคัดสรรจากผู้ที่หลงใหลได้ปลื้มมันตามแหล่งตลาดสัตว์เลี้ยงอย่างไม่ สร่างซา

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลล่าสุด กลุ่มนักเพาะพันธุ์ จากทวีปอเมริกาใต้ ได้นำ หนูตะเภา มาคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์ กระทั่งเกิดการผ่าเหล่า ได้หนูที่มีลักษณะพิเศษจากเดิมคือ ไม่มีขนทั้งตัว สีของลำตัวมีทั้งสีชมพู และสีดำด่าง มองดูคล้าย "ฮิปโป" ขนาดเล็ก โตเต็มที่ลำตัวจะยาวประมาณ 20 ซม. น้ำหนัก 1,000 กรัม โดยขนานนามมันใหม่ว่า "หนูฮิปโปแคระ" Hair Less Cavy

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554



ประโยชน์ของอาหารมัน ๆ มีสารบำรุงสมองนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียศึกษาพบว่ากรดโอเลอิกในไขมัน กลับมีประโยชน์ เพราะถูกแปลงให้เป็นสารบำรุงสมอง เมื่อตกถึงลำไส้วารสาร ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา ซึ่งเสนอรายงานผลการศึกษา กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจช่วยให้ พบหนทางรักษาโรคเกี่ยวกับความจำใหม่ได้บำรุงสมอง เพราะขณะนี้ได้มีการทดลองยาที่ทำเทียมสารประกอบนี้ เพื่อลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ ไขมันอันตรายชนิดนี้อยู่แล้วผลการศึกษา ได้แสดงว่าสารโอเลออย์อีทานอลาไมด์ หรือโออีเอในระดับสูง มีสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร บำรุงสมอง ทำให้น้ำหนักลด ลดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ ทั้งยังช่วยลดปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือด จึงเหมาะกับการทำเป็นยาเม็ดลดความอ้วนด้วยดร.ดาเนียล เพียวเมลลิ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า โออีเอ ยังช่วยเก็บความจำเอาไว้ โดยช่วยกระตุ้นสัญญาณเพิ่มขีดความจำในสมอง บำรุงสมอง ส่วนที่เกี่ยวกับความจำทางด้านอารมณ์ เขายังเสริมว่ามันยังมีคุณประโยชน์ในวิวัฒนาการ ในการช่วยให้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำได้ถึงแหล่งและเวลาที่จะหาอาหารมัน ๆ กิน จึงดูเหมือนมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิวัฒนาการของมนุษย์และสัตว์อื่นของ ยุคต้น ๆ เพราะการจำแหล่งและสภาพการณ์ที่เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นได้ อาจจะเป็นกลไก เพื่อการอยู่ รอดของมนุษย์ยุคแรก ๆ ที่สำคัญอันหนึ่ง



อยาก "จำแม่น" เชิญทางนี้ มีวิธีฝึกบำรุงสมองมาบอกงานวิจัยเพื่อค้นหาวิธีการ "บำรุงสมอง" ยังมีเผยแพร่ออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องครับ งานเด่นๆ ที่ผ่านมาก็เช่น ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ที่บอกว่า การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะนั้นส่งผลดีต่อสมอง เพราะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองดีขึ้นเมื่อสมองแข็งแรง "ความจำ" ก็แม่นยำ ปิ๊งปั๊งตามไปด้วยโดยอัตโนมัตินอกจากนั้น ในวงการแพทย์ปัจจุบันก็ยอมรับกันว่า การรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว "โอเมก้า 3" ซึ่งพบมากในน้ำมันปลาและเนื้อปลาทะเล ก็มีส่วนช่วยบำรุงสมอง บำรุงความจำ เช่นกันมา วันนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน ประเทศอังกฤษ เสนอข้อมูลใหม่ ว่า วิธีพัฒนา-ฟื้นฟูความจำของสมองมนุษย์แบบง่ายๆ ทำได้ด้วยการค่อยๆ กรอก "ลูกตา" จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง!เคล็ด ลับการกรอกลูกตาที่ว่านี้ ต้องทำในแนวนอน เช่น กรอกตามองจากฝั่งซ้าย มาตรงกลาง แล้วไปทางขวา หรือไม่ก็ทำในทิศทางสลับกัน แต่ต้องกรอกตา หรือ ทำต่อเนื่องเพียง 30 วินาทีต่อวันดร.แอนดรูว์ ปาร์กเกอร์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญระบบประสาท ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า การฝึกกรอกตาไปมาแบบนี้จะช่วยให้ "สมองทั้ง 2 ซีก" ของคนเราทำงานตอบสนองกันดียิ่งขึ้น เมื่อทำบ่อยๆจึงเหมือนกับเป็นการ "ออกกำลังกายสมอง" ไปในตัว ทำให้สมองของผู้ฝึกมีความจำดีกว่าเดิม 10 เปอร์เซ็นต์!
เตรียมตัวเพื่อเปิดเทอมอย่างมีความสุข
ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เวลาแห่งความสุขที่เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ท่องเว็บ แชตกับเพื่อนทั้งวันหรือเที่ยวเล่นสนุกจะหมดลงแล้ว อย่าคิดว่าเปิดเทอมทำให้เราหมดความสุขค่ะ เพราะหน้าที่ของพวกเราตอนนี้ คือ การเรียนหนังสือ เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

ถึงแม้เปิดเทอมเรามีความสุขได้ค่ะ เพราะเรา (เตรียม) ‘พร้อม’ ทุกอย่างแล้ว พร้อมที่จะเรียนรู้เนื้อหาใหม่ๆ เพื่อนใหม่

เอาล่ะ เตรียมพร้อมที่จะลุยหรือยัง เรามีคำแนะนำดีๆ ค่ะ

1. อุปกรณ์การเรียน ทั้งหนังสือเรียน สมุด กระเป๋านักเรียน เครื่องเขียน และชุดนักเรียน รองเท้า ลองดูว่าอะไรที่เราขาดเหลือบ้าง ถ้าขาดเหลืออะไรจะได้ไปหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ ที่มักจะมีโปรโมชั่นลดราคา หรือ ต้องซ่อมแซม รีบทำให้เสร็จก่อนเปิดเทอมนะคะ แนะนำให้เตรียมอุปกรณ์การเรียนน่ารักๆ จะประดิษฐ์เองจะได้ประหยัดก็ได้นะคะ ต้อนรับเปิดเทอม เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนค่ะ ปากกาสีสันสดใส ไว้จด ทำให้จำแม่นดีค่ะ

2. สุขภาพ หันมาดูแลสุขภาพกันก่อนเปิดเทอมนะคะ ออกกำลังกายบ้าง สักวันละ 20 นาที สุขภาพจะได้แข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้ค่ะ

3. ปรับเวลาเข้านอน จากที่นอนดึกๆ ดื่นๆ ดูละครหรือเล่นเน็ต ต้องปรับเวลาในการนอนให้เร็วขึ้นแล้วค่ะ ควรเริ่มปรับเวลานอน ล่วงหน้าสักหนึ่งสัปดาห์ ถึงเวลาตื่นนอนตอนเช้าจะได้สดชื่น ไม่ง่วงงุน ปวดหัว แล้วเรียนไม่รู้เรื่องกันนะคะ

4. การรับประทานอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผัก ผลไม้ ด้วยค่ะ เพื่อบำรุงสมอง และควรปรับการรับประทานให้เป็นเวลา จากที่เคย ‘กินเมื่อหิว’ ช่วงปิดเทอม ปรับสภาพได้แล้วนะคะ

5. เริ่มหยิบหนังสือที่ต้องเรียนในเทอมต่อไปมาลองอ่านดูค่ะ หากขี้เกียจมาก ลองทำใจอ่านสารบัญก่อนนะคะ แล้วค่อยๆ คิดคำถามว่า หัวข้อนี้ เนื้อหาต้องเป็นอย่างนี้แน่นอนเลย แล้วพลิกดูคำตอบสิ ว่าเหมือนกับที่เราคิดไว้หรือไม่ จะทำให้เราค่อยๆ เปิดอ่านหนังสือได้เรื่อยๆ จนหมดเล่มค่ะ จะทำโน้ตย่อ หรือ Mind Map ไว้ก็ได้นะคะ
6. ตั้งเป้าหมายในการเรียนไว้สำหรับเทอมนี้ ว่าฉันจะต้องได้เกรดสูงกว่าเทอมที่แล้ว เท่าไรดี แล้วตั้งใจเรียน ย้ำกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเราต้องสู้ พยายามเข้าค่ะ เราต้องทำได้ แต่อย่าเครียดมากนะคะ ทำดีที่สุดค่ะ หากผิดหวังหรือพลาดไป แก้ตัวใหม่ได้ในการสอบครั้งต่อไปค่ะ อ่านให้เยอะมากกว่าเดิม สู้ๆ ค่ะ

7. จัดโต๊ะหนังสือใหม่ค่ะ นำหนังสือของปีที่แล้วหรือเทอมที่แล้วจัดไว้ให้เป็นระเบียบ เผื่อหยิบมาเปิดดูบทเรียนที่สงสัย แล้วทำโต๊ะให้โล่งๆ เพราะหากต้องกางหนังสือหลายๆ เล่มในเวลาเดียวกัน

8. ศึกษาเส้นทางการเดินทางไปโรงเรียน ว่าต้องต่อรถตรงบริเวณใด หากต้องเดินทางไปเอง หากใช้รถตู้โรงเรียน ข้ามข้อนี้ไปค่ะ

9. คิดถึงเพื่อนๆ ไว้ จะได้พบ พูดคุย เล่นกับเพื่อนแล้ว น่าสนุกออกนะคะ จะได้คุยกันว่าทำอะไรช่วงปิดเทอมบ้าง หากต้องพบเพื่อนใหม่ ให้เปิดใจในการทำความรู้จักและเรียนรู้เพื่อนใหม่ค่ะ พยายามคบคนดีๆ เป็นมิตร จะได้เกื้อหนุนกันค่ะ

10. วางแผนแบ่งเวลาในการเรียนค่ะ จดบันทึกในสมุดคร่าวๆ ว่า หลังเลิกเรียนจะต้องทำอะไรบ้าง ออกกำลังกาย ไปเรียนพิเศษวันไหนบ้าง ทบทวนวิชาใดในวันใดบ้าง

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

10 อันดับเจ้าชายที่หล่อที่สุดในโลก

สำหรับผลอันดับของเจ้าชายที่หล่อและดูดีที่สุดของโลก เป็นดังนี้


อันดับ 1 ได้แก่ เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป แห่งสวีเดน ได้รับเสียงโหวต 88%


อันดับ 2 ได้แก่ เจ้าชายอังเดร แห่งโมนาโค ได้รับเสียงโหวต 80%


อันดับ 3 ได้แก่ เจ้าชายเฟรเดอริก แห่งเดนมาร์ก ได้รับเสียงโหวต 76%


อันดับ 4 ได้แก่ เจ้าชายแฮร์รี่ แห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 66%


อันดับ 5 ได้แก่ เจ้าชายวิลเลี่ยม แห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 65%


อันดับ 6 ได้แก่ เจ้าชายฟิลิปปอส แห่งกรีซ ได้รับเสียงโหวต 62%


อันดับ 7 ได้แก่ เจ้าฟ้าชายฟิลิปเป้ เบอร์เบิร์น แห่งสเปน ได้รับเสียงโหวต 60%


อันดับ 8 ได้แก่ เจ้าชายกิลเลาเม่ แห่งลักแซมเบิร์ก ได้รับเสียงโหวต 57%


อันดับ 9 ได้แก่ เจ้าชายอัลเบิร์ต แห่งโมนาโค ได้รับเสียงโหวต 44%


อันดับ 10 ได้แก่ เจ้าฟ้าชายชารลส์ แห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 37%


10 อันดับเจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลก
เจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโค คว้าอันดับหนึ่ง เจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลกคือ ส่วน เจ้าชายคาร์ล ฟิลิป แห่งสวีเดน เป็นเจ้าชายที่หล่อที่สุดในโลก ทางด้าน เคท มิดเดิลตัน ถูกจัดอันดับให้เป็นเจ้าหญิงที่สวยเป็นอันดับสามในโลก จากการจัดอันดับเจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลก โดยเว็บไซต์ BeautifulPeople.com ซึ่งสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 127,000 คน ปรากฏว่า เจ้าหญิงที่สวยที่สุดในโลกคือ เจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโค อันดับที่ 2 คือ ราชินีราเนียร์แห่งจอร์แดน ส่วน เคท มิดเดิลตัน อยู่ในอันดับ 3 ในขณะที่เจ้าหญิงไดอาน่าอยู่ในอันดับที่ 4 ส่วนทางด้านของเจ้าชายที่ได้รับการโหวตว่าเป็นเจ้าชายที่หล่อที่สุดในโลก คือ เจ้าชายคาล ฟิลิปแห่งสวีเดน ในขณะที่เจ้าชายแห่งราชวงศ์อังกฤษอย่างเจ้าชายแฮร์รี่ และเจ้าชายวิลเลียมอยู่ในอันดับที่ 4 และ 5 ตามลำดับ


สำหรับผลอันดับของเจ้าหญิงที่สวยที่สุดของโลก เป็นดังนี้


อันดับ 1 ได้แก่ เจ้าหญิงเกรซ แห่งโมนาโค ได้รับเสียงโหวต 91%


อันดับ 2 ได้แก่ ราชินีราเนียแห่งจอร์แดน ได้รับเสียงโหวต 90%


อันดับ 3 ได้แก่ เคท มิดเดิลตันแห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 84%


อันดับ 4 ได้แก่ เจ้าหญิงไดอานาแห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 82%


อันดับ 5 ได้แก่ เจ้าหญิงชาร์ล๊อตต์ แห่งโมนาโค ได้รับเสียงโหวต 76%


อันดับ 6 ได้แก่ เจ้าหญิงกายาตริ เทวีแห่งอินเดีย ได้รับเสียงโหวต 75%


อันดับ 7 ได้แก่ เจ้าหญิงเมเดลีน แห่งสวีเดน ได้รับเสียงโหวต 74%


อันดับ 8 ได้แก่ เจ้าหญิงแมรี่ แห่งเดนมาร์ก ได้รับเสียงโหวต 72%


อันดับ 9 ได้แก่ เจ้าหญิงมากาเร็ตแห่งอังกฤษ ได้รับเสียงโหวต 70%


อันดับ 10 ได้แก่ เจ้าหญิงมาซาโกะ แห่งญี่ปุ่น ได้รับเสียงโหวต 68%

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

สงกรานต์


สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของ
ฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ สงครามน้ำ เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ
การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ